• เพิ่มเพื่อน
  • พบบริการ Call Center เร็วๆนี้

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

แสบขัด ฉี่กะปริดกะปรอย ฉี่ไม่สุด เป็นอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ส่วนใหญ่พบในเพศหญิงเนื่องจากมีท่อปัสสาวะสั้นเพียงประมาณ 4 ซม. ทำให้เชื้อโรคจากภายนอกมีโอกาสเข้าไปสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่าย

หากแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ก็จะรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ อาการก็จะหายไปภายในระยะเวลาไม่กี่วัน

แต่ความกังวลของการดื้อยาจากการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นหรือไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิดกระแสการแพทย์ทางเลือกโดยการใช้สารสกัดจากแครนเบอร์รี่ที่มีฤทธิ์ช่วยขจัดแบคทีเรียร้ายออกจากร่างกายได้อย่างเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ (urinary tract infection)

กระเพาะปัสสาวะเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินปัสสวะที่ประกอบด้วยไต (kidney), ท่อไต (ureter), กระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ การทำความเข้าใจโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจึงต้องอธิบายถึงการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะกันก่อน

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ (urinary tract infection) คือการตอบสนองต่อการอักเสบของเยื่อบุผิวระบบทางเดินปัสสาวะต่อการบุกรุกเข้ามาของแบคทีเรีย เนื่องจากเยื่อผิวระบบปัสสาวะทั้งหมดเชื่อมต่อกันทั้งหมด  จึงทำให้ระบบทางเดินปัสสาวะมีความเสี่ยงที่การติดเชื้อจะลุกลามไปได้ทุกส่วน ซึ่งอาจมีอาการได้หลายลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ (urinary tract infection) มักมีความสัมพันธ์หรือมีผลให้ปัสสาวะมีแบคทีเรีย (ซึ่งปกติไม่ควรตรวจพบ) หรือมีสภาพเป็นหนอง (ตรวจพบว่ามีเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ) จึงทำให้การตรวจปัสสาวะเป็นวิธีตรวจวินัจฉัยหลักของโรคติดเชื้อประเภทนี้

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะแบ่งตามตำแหน่งที่เกิดการติดเชื้อได้ 3 กลุ่มดังนี้

  1. การติดเชื้อระบบปัสสาวะส่วนบน (Upper tract infections) - เช่น กรวยไตอักเสบแบบเฉียบพลัน, แบบเรื้อรัง, ฝีที่ไตหรือฝีรอบไต เป็นต้น
  2. การติดเชื้อกระเพาะปัสสาวะ (Cystitis)
  3. การติดเชื้อระบบปัสสาวะส่วนล่าง (Lower tract infections) - เช่น ท่อปัสสาวะอักเสบ, การติดเชื้อของต่อมลูกหมาก เป็นต้น

ดังนั้น หากพบว่าเรามีอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ควรรีบรักษาดูแลให้หาย ไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื้อรังซึ่งอาจส่งผลให้การติดเชื้อลุกลามไปยังระบบปัสสาวะส่วนอื่นๆได้

ระบบปัสสาวะของเราปกติจะรักษาสมดุลของเชื้อแบคทีเรียในร่างกายได้เอง แต่หากมีเชื้อแบคทีเรียร้ายเข้าสู่ระบบปัสสาวะก็อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบขึ้นมาได้

เชื้อแบคทีเรียร้ายสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะได้ 3 ทาง

  1. การติดเชื้อย้อนกลับขึ้นไปจากท่อปัสสาวะ (Ascending infection)
  2. เชื้อโรคกระจายตัวมากทางกระแสเลือด (Hematogenous route)
  3. เชื้อโรคกระจายมาทางกระแสน้ำเหลือง (Lymphatic route)

โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อย้อนกลับขึ้นไปจากท่อปัสสาวะ ซึ่งผู้หญิงทีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชายมากเนื่องจากสรีระของร่างกายที่มีท่อปัสสาวะสั้นเพียง 4 ซม.  และอยู่ใกล้กับช่องคลอดและทวารหนักซึ่งมีเชื้อโรคอยู่มาก นอกจากนั้นการมีเพศสัมพันธ์ก็ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียร้ายจะเข้าสู่ระบบปัสสาวะได้ง่ายยิ่งขึ้น

ส่วนเชื้อโรคที่กระจายมาทางกระแสเลือดและกระแสน้ำเหลืองแม้พบเป็นสัดส่วนน้อย แต่มักมีความรุนแรงมากและเกิดจากสาเหตุที่ซับซ้อนมากกว่า ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

อาการ

  • ปวดแสบเวลาปัสสาวะ (dysuria)
  • ปัสสาวะบ่อย (frequency)
  • ต้องรีบปัสสาวะ (urgency)
  • ปัสสาวะกะปริดกะปรอย (voiding of small urine volumes)
  • ปวดท้องน้อย (suprapubic หรือ abdominal pain)
  • ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะมีกลิ่น (Foul-smelling urine)

ปัจจัยเสี่ยง

  • การดื่มน้ำน้อยหรือผู้ที่ชอบกลั้นปัสสาวะนานๆ จนทำให้แบคทีเรียขยายพันธุ์เป็นจำนวนมากหรือกลายพันธุ์จนสามารถมีขายึดเกาะกับผนังกระเพาะปัสสาวะได้
  • สุขอนามัยหรือการใช้สารเคมีต่างๆบริเวณอวัยเพศ โดยเฉพาะเพศหญิง
  • การมีเพศสัมพันธ์ เช่นในผู้หญิงที่แต่งงานใหม่หรือหลังร่วมเพศ อาจเกิดอาการขัดเบาแบบกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เรียกว่า "โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจากฮันนีมูน (Honeymoon cystitis)" ซึ่งมีสาเหตุมาจากการฟกช้ำจากการร่วมเพศแล้วทำให้มีอาการอักเสบของท่อปัสสาวะ
  • โรคประจำตัวต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน, โรคไต, โรคนิ่ว, เนื้องอกในบริเวณใกล้เคียง หรือต่อมลูกหมากโตในผู้ชาย ที่เป็นผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง หรือทำให้ระบบปัสสาวะทำงานไม่เป็นปกติ
  • ผู้ที่เคยเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบแล้ว มีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้มาก เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียร้ายยังคงถูกขจัดออกไปไม่หมด

ประเภทการติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะ

  1. กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ซับซ้อน (Uncomplicated cystitis) - ถือเป็นประเภทการติดเชื้อส่วนใหญ่ของโรคนี้ ครึ่งนึงของผู้หญิงทั้งหมดจะมีประวัติเป็นโรคนี้ในหนึ่งช่วงชีวิต สาเหตุเกิดการการติดเชื้อย้อนกลับไปทางท่อปัสสาวะ โดยมีปัจจัยเสี่ยงคือการมีเพศสัมพันธ์
  2. กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบซับซ้อน (Complicated cystitis) - มีสัดส่วนผุ้ป่วยไม่มากแต่อาการรุนแรง เป็นการตรวจพบการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะร่วมกับปัจจัยเสี่ยงแบบซับซ้อนต่างๆ เช่น ผุ้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง, ผู้ป่วยเบาหวาน, มีความบกพร่องทางกายวิภาค, มีสิ่งแปลกปลอม หรือตรวจพบแบคทีเรียชนิดที่มีความรุนแรงมากหรือดื้อยา ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
  3. การมีแบคทีเรียในปัสสาวะแบบไม่ปรากฎอาการ (Asymptomatic bacteriuria) - คือกลุ่มที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียร้ายเข้าไปแล้วแต่ไม่ปรากฎอาการหรือมีการอาการไม่มาก โดยปกติจะรู้สึกดีขึ้นถึงแม้ไม่ได้รับการรักษา 1/3 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการเฉียบพลันภายใน 12 เดือนหลังได้รับการวินิจฉัย
  4. การติดเชื้อระบบปัสสาวะที่รักษาไม่หาย (Unresolved UTI) - ในที่นี้หมายถึงรักษาไม่หายโดยใช้ยาปฏิชีวินะตามวิธีการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งก็เนื่องมาจากการใช้ยาปฎิชีวนะไม่ถูกต้องจนทำให้เชื้อแบคทีเรียดื้อยา ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ก็จะไม่หายขาด โดยจะมีอาการเป็นๆหายๆไปตลอดชีวิต

การวินิจฉัย

การตรวจปัสสาวะเป็นวิธีการวินิจฉัยหลักของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โดยปกติจะเป็นการเก็บปัสสาวะระหว่างการปัสสาวะปกติ ในบางกรณีหากต้องการลดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจให้เก็บปัสสาวะด้วยการสวนท่อปัสสาวะหรือเจาะดูดทางหน้าท้อง การตรวจปัสสาวะมี 3 วิธีคือ

  1. การตรวจคัดกรองแบบรวดเร็ว (Rapid screen methods) - โดยใช้แถบวัดเพื่อตรวจการมีแบคทีเรียในปัสสาวะหรือปัสสาวะเป็นหนองเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน แต่การตรวจวิธีนี้มีความไวต่ำกว่าการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์
  2. การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ - เป็นวิธีตรวจส่วนใหญ่ที่ใช้กัน เนื่องจากตรวจง่าย รวดเร็วและราคาไม่แพง โดยสามารถตรวจได้ทั้งการมีแบคทีเรียในปัสสาวะ, ปัสสาวะเป็นหนอง และปัสสาวะเป็นเลือด
  3. การเพาะเชื้อ - บางกรณีหากสงสัยว่าเป็นการติดเชื้อแบบซับซ้อน หรือมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะด้านบน แพทย์อาจส่งปัสสาวะไปตรวจเพาะเชื้อเพิ่มเติม

การรักษา (ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน)

การให้ยาปฎิชีวินะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียเป็นวิธีการรักษาหลักของการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โดยมีการให้ยาแบบวันเดียว, 3 วัน และ 7 วัน โดยแบบ 3 วัน จะมีประสิทธิภาพมากกว่าแบบวันเดียวแต่ใกล้เคียงแบบ 7 วัน

ยาปฏิชีวนะที่ใช้คือ Nitrofurantoin, Cephalosporins, Aminoglycosides, Aztreonamm และ Fluoroquinolones โดยแพทย์จะเป็นผู้จ่ายยาให้โดยคำนึงจาก

  1. การดื้อยาปฏิชีวนะต่อแบคทีเรีย
  2. การติดเชื้อนั้นเป็นแบบซับซ้อนหรือไม่ซับซ้อน
  3. ฤทธิ์การครอบคลุมของยาต่อเชื้อแบคทีเรีย
  4. ประวัติการแพ้ยา
  5. ผลข้างเคียงที่เป็นไปได้
  6. การมีพิษต่อไตแลตับ
  7. ค่าใช้จ่าย

ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยหญิงหลังได้รับยาปฏิชีวนะ อาการควรจะหายไปภายใน 72 ชั่วโมง


การดื้อยาปฎิชีวนะต่อแบคทีเรีย (Bacterial resistance)

สิ่งที่วงการแพทย์แผนปัจจุบันกังวลมากที่สุดอย่างหนึ่งคือการดื้อต่อยาปฎิชีวนะของเชื้อโรค หากเชื้อโรคที่ผู้ป่วยได้รับเกิดการดื้อยาจนไม่มียาปฎิชีวนะตัวใดกำจัดได้แล้ว แพทย์ก็หมดหนทางที่จะใช้ยาปฏิชีวนะรักษาโรค

การดื้อต่อยาปฎิชีวนะของแบคทีเรียแบ่งได้ 3 กลุ่มคือ

  1. การดื้อยาแบบธรรมชาติ (Natural resistance) - เป็นลักษณะเฉพาะของเชื้อโรคบางสายพันธุ์ที่ดื้อยาปฎิชีวะบางตัว
  2. การดื้อยาแบบการกลายพันธุ์ (Resistant mutants) - ในระหว่างการรักษาด้วยยาปฎิชีวนะนั้น หากเชื้อโรคได้รับยาปฎิชีวนะแล้ว แต่ได้รับในปริมาณที่ไม่เข้มข้นหรือเป็นระยะเวลานานพอที่จะกำจัดหรือหยุดยั้งการเติบโตได้ ก็อาจทำให้เชื้อโรคนั้นกลายพันธุ์ทำให้เกิดการดื้อยาขึ้นมาได้

    การรักษาในอุดมคติของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบโดยใช้ยาปฎิชีวนะ คือการให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆและปัสสาวะให้บ่อยก่อนได้รับยาเพื่อลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียให้เหลือน้อยที่สุด แล้วให้ยาปฏิชีวนะขนาด 2-3 เท่าใน 48 ชั่วโมงแรก เพื่อให้ระดับยาเกิน *MIC ของเชื้อแบคทีเรีย ในทางทฤษฎีแพทย์ควรหลีกเลี่ยงการให้ยาต่ำกว่าขนาดปกติ (underdose) โดยเลือกให้ยาปฎิชีวนะที่มีระดับยาเกิน MIC ในปัสสาวะโดยมีขอบเขตกว้างที่สุด ภายใต้ความปลอดภัยของผู้ป่วย

    *MIC (minimal inhibitory concentration) - ความเข้มเข้นที่น้อยที่สุดของยาปฎิชีวนะที่สามารถหยุดยั้งการเติบโตของแบคทีเรียได้

  3. การดื้อยาแบบถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Transferable resistance) - มีผลเสียมากกว่าการดื้อยาแบบกลายพันธุ์เพราะเชื้อโรคจะถ่ายทอดความสามารถดื้อยาได้หลายชนิด ซึ่งยิ่งทำให้การรักษายากยิ่งขึ้น

″ทางเลือก″  การรักษาโดยวิธีธรรมชาติ

″แครนเบอร์รี่″ เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งซึ่งมีสารสำคัญที่เรียกว่า ″แพค″ ( PAC - Proanthocyanidins ) ซึ่่งจะทำหน้าที่ช่วยขจัดแบคทีเรีย E.Coli ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ  ให้ออกจากร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ โดยผลการวิจัยทางคลินิคพบว่า ควรบริโภคแครนเบอร์รี่เพื่อให้ได้ PAC เป็นจำนวน 36มก. ต่อวัน จึงจะส่งผลต่อการขจัดเชื้อแบคทีเรีย E.Coli อย่างได้ผล


″แพค″ (PAC) สามารถช่วยขจัดแบคทีเรียอีโคไลได้อย่างไร ?

สาเหตุหลักของการเกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจากเชื้ออีโคไล เนื่องจากเชื้ออีโคไลที่กลายพันธุ์หรือพัฒนาให้มีขาไปยึดเกาะกับผนังกระเพาะปัสสาวะได้ ทำให้ร่างกายตรวจพบและเกิดการระคายเคืองทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ
ซึ่งสารสำคัญ ″แพค″ (PAC) ที่อยู่ในแครนเบอร์รี่จะไปช่วยป้องกันไม่ให้เชื้ออีโคไลยึดเกาะกับผนังกระเพาะปัสสาวะได้ เปรียบเสมือนสารเคลือบหรือถุงเท้าให้กับเชื้ออีโคไลทำให้ยึดเกาะกับผนังกระเพาะปัสสาวะไม่ได้ จึงทำให้เชื้ออีโคไลถูกขับถ่ายไปพร้อมกับปัสสาวะอย่างเป็นธรรมชาติ


จะรับประทานแครนเบอร์รี่อย่างไรเพื่อให้ได้ "แพค" (PAC) 36มก. ?

หากต้องการบริโภคแครนเบอร์รี่เพื่อให้ได้สารสำคัญ "แพค" (PAC) 36มก. ต่อวัน เพื่อให้มีผลในการขจัดเชื้ออีโคไล ควรบริโภคแครนเบอร์รี่ในรูปแบบ สารสกัดเข้มข้น ที่ได้รับการควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์แครนเบอร์รี่  การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การสกัดสารสำคัญ การบรรจุหีบห่อไปจนถึงการจัดส่งจนถึงมือผู้บริโภค

แนะนำผลิตภัณฑ์สารสกัดแครนเบอร์รี่

ผลิตภัณฑ์สารสกัดแครนเบอร์รี่ ยูเรลล์® (URELL®) ผลิตจากแครนเบอร์รี่สายพันธุ์มาโคคาโปน (Vaccinium Macrocarpon) ที่ปลูกในอเมริกาแล้วนำไปผลิตเป็นสารสกัดแครนเบอร์รี่ที่ประเทศฝรั่งเศษ  นำเข้าประเทศไทยโดยบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชกรรมที่เปิดดำเนินงานในประเทศไทยมากกว่า 50 ปี ได้รับเครื่องหมาย อย. อย่างถูกต้อง แสดงฉลากชัดเจนว่าให้ "แพค" (PAC - Proanthocyanidins) ในปริมาณ 36มก.

ผลิตภัณฑ์มี อย. (รับประกัน)

สอบถามข้อมูล / ซื้อสินค้า

ส่งฟรีทั่วประเทศ

สารสกัดแครนเบอร์รี่

มี "แพค 36" (PACs) ซึ่งมีส่วนช่วยขจัดแบคทีเรียอีโคไล
ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ


สอบถามข้อมูล / สั่งซื้อ

แครนเบอร์รี่ ไทยแลนด์ Channel

คำถามเกี่ยวสารสกัดแครนเบอร์รี่

สารสกัดแครนเบอร์รี่มีสารสำคัญเรียกว่า "แพค" (PACs : Proanthocyanidins) ซึ่งช่วยขจัดแบคทีเรียอีโคไล (E.Coli) ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ควรบริโภคสารสกัดแครนเบอร์รี่ที่ให้ "แพค" (PACs : Proanthocyanidins) ไม่ต่ำกว่า 36 PACs ต่อวัน ถึงจะได้ผลในการขจัดเชื้อแบคทีเรียอีโคไล

  • ผลิตภัณฑ์ได้รับ อย. อย่างถูกต้อง และนำเข้าโดยบริษัทผู้เชี่ยวชาญเรื่องยา ที่เปิดดำเนินงานมากว่า 50 ปี
  • มาตรฐานอเมริกา + ยุโรป : แครนเบอร์รี่สายพันธุ์ Macrocarpon ปลูกในอเมริกาเหนือ และส่งไปผลิตเป็นสารสกัดแครนเบอร์รี่ที่ประเทศฝั่งเศส จึงเรียกได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าที่ได้มาตรฐานระดับโลก
  • ในวันแรก หากมีอาการฉี่กะปริดกะปรอย ฉี่ไม่สุด หรือแสบขัดของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ อาจบริโภคสารสกัดแครนเบอร์รี่ 2 เม็ด/วัน เพื่อให้ได้ "แพค 72" ซึ่งจะส่งผลที่ดียิ่งขึ้นในการขจัดเชื้อแบคทีเรียอีโคไล
  • หลังจากทานครบ 1 เดือนแล้ว ถ้าไม่ต้องการทานติดต่อกันนานๆ อาจเว้นระยะไป 2 เดือน แล้วทานอีก 1 เดือน ( เป็นสูตรทาน 1 เดือน เว้น 2 เดือนไปเรื่อยๆ ) เพื่อควบคุมปริมาณเชื้อแบคทีเรียอีโคไลไม่ให้มากจนอาจส่งผลให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้

สามารถสั่งซื้อได้ทาง www.facebook.com/cranberriesthailand แชท m.me/cranberriesthailand หรือไลน์ไอดี @cbth

ชำระเงินผ่านการโอนเข้าบัญชีธนาคาร หรือชำระด้วยบัตรเครดิตหรือบัญชี PayPal ได้

แจ้งชำระเงินได้ทาง www.facebook.com/cranberriesthailand หรือไลน์ไอดี @cbth

  • จัดส่งในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ลูกค้าชำระเงินก่อน 15:00 จัดส่งถึงภายใน 2 วันทำการ

  • จัดส่งต่างจังหวัด ลูกค้าชำระเงินก่อน 15:00 จัดส่งถึงภายใน 3-4 วันทำการ